<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>My Notebook</title>
	<atom:link href="http://notebook.bloggoo.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://notebook.bloggoo.com</link>
	<description>รวบรวมเรื่องราว และการใช้เครื่องมือต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตไว้เป็นกรณีศึกษา</description>
	<pubDate>Wed, 28 May 2008 19:04:06 +0000</pubDate>
	<generator>http://bloggoo.com/?v=2.6.2</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>อีเมลมาร์เกตติ้ง ช่องทางตลาดยุควิกฤต 2 เด้ง</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/27/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/27/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Apr 2008 07:23:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>notebook</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[Email]]></category>

		<category><![CDATA[marketing]]></category>

		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>

		<category><![CDATA[อีเมล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/?p=127</guid>
		<description><![CDATA[

ในภาวะที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ กิจกรรมทางการตลาดที่จะได้ผลดีไม่ใช่เกิดได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจการประเภทอะไรก็แล้วแต่ ความจริงข้อนี้เป็นที่รับรู้กันดีในวงการการตลาดระดับโลก รวมถึงผู้ประกอบการบนตลาดออนไลน์ด้วย ซึ่งจากการประเมินหลังสุดนักการตลาดยังพบว่าช่างการส่งเสริมทางการตลาดที่ยังคงได้ผลค่อนข้างดี มาจนขณะนี้ คือ อีเมล์ มาร์เก็ตติ้ง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นปรากฎการณ์อย่างหนึ่งในโลกการตลาดออนไลน์ขณะนี้ คือ การเคลื่อนไหวของบรรดาผู้ประกอบการชั้นนำของการค้าปลีกทางออนไลน์ ที่จะหาทางใช้อีเมล์ มาร์เกตติ้งให้เป็นประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม
จากผลการสำรวจผู้ประกอบการการค้าปลีก 125 รายบนโลกออนไลน์ ฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช และ www.shop.org ได้พบว่า 92% ของผู้ประกอบการเข้าถึงตัวลูกค้าเป้าหมายของกิจการได้ โดยผ่านทางอีเมล์ และอีกราว 93% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ได้วางแผนที่จะยกระดับความสำคัญของ อีเมล์ มาร์เก็ตติ้งขึ้นไปอีก
จากการสำรวจยังได้พบอีกว่า จากการสุ่มส่งอีเมล์ผ่านทางอีเมล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จจากกิจกรรมนี้ จากการที่ลูกค้าราว 50% ที่ได้รับข้อมูลการส่งเสริมการตลาดทางอีเมล์ เข้ามาทำการซื้อสินค้าอย่างน้อย 1 อย่างจากเว็บไซต์ที่เปิดเป็นร้านอยู่ และด้วยความที่อีเมล์ แอดเดรสของลูกค้าเป้าหมายมีจำนวนหลายล้านอีเมล์ ยอดการขายจึงออกมาเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยทีเดียว
การส่งเสริมการตลาดผ่าน อีเมล์มาร์เก็ตติ้งเป็นกลยุทธ์ที่นักการตลาดบนโลกออนไลน์ใช้กันกับลูกค้าทั้งกลุ่มที่เป็นลูกค้าเดิมที่เคยใช้บริการอยู่แล้ว และกลุ่มลูกค้าที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นลูกค้าใหม่ในอนาคต
การประเมินประสิทธิผลของการใช้อีเมล์ มาร์เก็ตติ้งเจาะตลาดลูกค้าตามครัวเรือนทั่วไปที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย พบว่าต่อครัวเรือนเทียบกันกับกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดแบบอื่นแล้ว วิธีการอีเมล์ มาร์เก็ตติ้ง เป็นวิธีที่ประหยัดงบประมาณมากๆวิธีหนึ่ง นับว่าเป็นต้นทุนการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อยอดคำสั่งซื้อที่ต่ำที่สุดเทียบกับเทคนิคอื่นๆรวมกัน 10 วิธี ขณะเดียวกันจำนวนเงินต่อยอดคำสั่งซื้อแต่ละรายการเกิดจากประสิทธิผลของอีเมล์มาร์เกตติ้งตกประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อครั้ง
อย่างไรก็ตามเปรียบเทียบต้นทุนการใช้อีเมล์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>ในภาวะที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ กิจกรรมทางการตลาดที่จะได้ผลดีไม่ใช่เกิดได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจการประเภทอะไรก็แล้วแต่ ความจริงข้อนี้เป็นที่รับรู้กันดีในวงการการตลาดระดับโลก รวมถึงผู้ประกอบการบนตลาดออนไลน์ด้วย ซึ่งจากการประเมินหลังสุดนักการตลาดยังพบว่าช่างการส่งเสริมทางการตลาดที่ยังคงได้ผลค่อนข้างดี มาจนขณะนี้ คือ อีเมล์ มาร์เก็ตติ้ง</p>
<p><span id="more-127"></span></p>
<p>ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นปรากฎการณ์อย่างหนึ่งในโลกการตลาดออนไลน์ขณะนี้ คือ การเคลื่อนไหวของบรรดาผู้ประกอบการชั้นนำของการค้าปลีกทางออนไลน์ ที่จะหาทางใช้อีเมล์ มาร์เกตติ้งให้เป็นประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>จากผลการสำรวจผู้ประกอบการการค้าปลีก 125 รายบนโลกออนไลน์ ฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช และ www.shop.org ได้พบว่า 92% ของผู้ประกอบการเข้าถึงตัวลูกค้าเป้าหมายของกิจการได้ โดยผ่านทางอีเมล์ และอีกราว 93% ของผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ได้วางแผนที่จะยกระดับความสำคัญของ อีเมล์ มาร์เก็ตติ้งขึ้นไปอีก</p>
<p>จากการสำรวจยังได้พบอีกว่า จากการสุ่มส่งอีเมล์ผ่านทางอีเมล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จจากกิจกรรมนี้ จากการที่ลูกค้าราว 50% ที่ได้รับข้อมูลการส่งเสริมการตลาดทางอีเมล์ เข้ามาทำการซื้อสินค้าอย่างน้อย 1 อย่างจากเว็บไซต์ที่เปิดเป็นร้านอยู่ และด้วยความที่อีเมล์ แอดเดรสของลูกค้าเป้าหมายมีจำนวนหลายล้านอีเมล์ ยอดการขายจึงออกมาเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยทีเดียว</p>
<p>การส่งเสริมการตลาดผ่าน อีเมล์มาร์เก็ตติ้งเป็นกลยุทธ์ที่นักการตลาดบนโลกออนไลน์ใช้กันกับลูกค้าทั้งกลุ่มที่เป็นลูกค้าเดิมที่เคยใช้บริการอยู่แล้ว และกลุ่มลูกค้าที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นลูกค้าใหม่ในอนาคต</p>
<p>การประเมินประสิทธิผลของการใช้อีเมล์ มาร์เก็ตติ้งเจาะตลาดลูกค้าตามครัวเรือนทั่วไปที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย พบว่าต่อครัวเรือนเทียบกันกับกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดแบบอื่นแล้ว วิธีการอีเมล์ มาร์เก็ตติ้ง เป็นวิธีที่ประหยัดงบประมาณมากๆวิธีหนึ่ง นับว่าเป็นต้นทุนการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อยอดคำสั่งซื้อที่ต่ำที่สุดเทียบกับเทคนิคอื่นๆรวมกัน 10 วิธี ขณะเดียวกันจำนวนเงินต่อยอดคำสั่งซื้อแต่ละรายการเกิดจากประสิทธิผลของอีเมล์มาร์เกตติ้งตกประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อครั้ง</p>
<p>อย่างไรก็ตามเปรียบเทียบต้นทุนการใช้อีเมล์ มาร์เก็ตติ้งระหว่างกลุ่มลูกค้าเก่าที่ใช้บริการอยู่แล้ว กับลูกค้าใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจะพบว่าต้นทุนของกลุ่มลูกค้าในอนาคตที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสูงกว่าประมาณ 4 เท่าตัว ขณะที่ยอดการสั่งซื้อต่อครั้งก็ต่ำกว่า คือ ประมาณ 100 ดอลลาร์ เทียบกับ 120 ดอลลาร์ ในกรณีของลูกค้าเก่า</p>
<p>ในส่วนของความสำเร็จของการส่งข้อความเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผ่านทางอีเมล์ ไปยังกลุ่มลูกค้ามีการศึกษาพบว่า มีอัตราของความสำเร็จในการส่งอีเมล์ประมาณ 90% ขณะที่ผู้ที่ได้รับอีเมล์จากผู้ประกอบการที่ใช้วิธีนี้ มีอัตราการเปิดอ่านหรือดูข้อความในอีเมล์ที่ส่งไปประมาณ 22%</p>
<p>อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าสนใจ คือ จุดประสงค์ของการส่งข้อความทางอีเมล์ที่มีความแตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย คือ 95% ของผู้ประกอบการส่งอีเมล์แจ้งลูกค้าว่าส่งสินค้าไปแล้ว 94% ของผู้ประกอบการส่งอีเมล์เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ 82% ของผู้ประกอบการส่งอีเมล์ตอบโต้เรื่องลูกค้าติดต่อเข้ามา 81% ของผู้ประกอบการส่งอีเมล์ เพื่อแจ้งว่ามีสินค้ารุ่นใหม่ออกวางตลาด 65% ของผู้ประกอบการส่งอีเมล์เพื่อโปรโมตการจำหน่ายสินค้าทางการตลาดออนไลน์ช่องทางเดียว</p>
<p>อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้อีเมล์ มาร์เก็ตติ้งของผู้ประกอบการยังพบว่าเพียง 42% ของผู้ประกอบการ แยกประเภทข้อความที่จะจัดส่งให้แก่ลูกค้าเป้าหมายทางอีเมล์ ออกเป็นกลุ่มๆ ตามพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างกัน กล่าวคือ 73% ของอีเมล์ที่ผู้ประกอบการส่งออกไป สามารถใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 58% ส่งอีเมล์ตามเซกเมนต์ลูกค้าแบบชัดเจน</p>
<p>แม้ว่าผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ จำนวนมากในตลาดโลกจะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการตลาดแบบอีเมล์ มาร์เก็ตติ้ง แต่ด้วยพฤติกรรมของลูกค้าเป้าหมายที่เป็นนักบริโภคบนโลกไซเบอร์ ที่พบว่าใช้เวลาในการพิจารณาว่าจะเปิดอีเมล์แต่ละเมล์อ่านหรือลบทิ้งมีเพียงชั่วเสี้ยวของวินาที คุณภาพขององค์ประกอบของอีเมล์ทุกคำพูดที่ลูกค้าได้เห็นบนชื่อเรื่องหรือ Subject จึงเป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จของการใช้เทคนิคด้าน อีเมล์ มาร์เก็ตติ้ง</p>
<p>การมีชื่อเรื่องที่จะใช้ระบุบนอีเมล์ที่จะส่งถึงลูกค้าที่มีความสำคัญอย่างมากนี้เองที่ทำให้ นักครีเอทีฟพยามสรรหาชื่อเรื่องที่เหมาะเจาะโดนใจกลายเป็นจุดสำคัญหลักขณะที่ตัวเนื้อหาด้านในของอีเมล์กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในระดับรองลงมา</p>
<p>ในทางปฏิบัติของกิจการอี-คอมเมิร์ซบางราย ต้องจัดหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในการตั้งชื่อเรื่องอีเมล์ ถึง 10 ชื่อ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการเลือกเหลือเพียงชื่อเดียว</p>
<p>จากประสบการณ์ของนักการตลาดออนไลน์ในตลาดต่างประเทศจำนวนหนึ่งพบว่าคำที่ทรงอิทธิบางคำเป็นคำง่ายๆ แต่สะท้อนความเป็นพวกเดียวกัน ความสนิทสนม กับลูกค้ามากกว่าเป็นอีเมล์ของคนแปลกหน้า อย่างเช่น คำว่า “ของเรา” หรือ “our” เป็นคำหนึ่งที่ใช้ได้ผลดี</p>
<p>แม้ว่าอีเมล์มาร์เก็ตติ้งจะเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการออนไลน์ยังคงให้ความสำคัญแต่หลายคนลดความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของวิธีนี้ลงจาก 95% ในปีก่อนเหลือ 85% ของผู้ที่ถูกสำรวจทั้งหมด เพราะพบว่าเทคนิคนี้ไม่อาจสวนกระแสเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นขาลงได้</p>
<p>สัดส่วนการตอบสนองต่ออีเมล์ด้วยการเพิ่มขึ้นของยอดการสั่งซื้อจึงจะยังไม่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนั้นการทิ้งช่องว่างของเวลาหรือความถี่ในการส่งอีเมล์ ก็คือว่ามีความสำคัญเพราะการส่งอีเมล์ เพื่อการส่งเสริมการจำหน่ายที่บ่อยครั้งเกินไปอาจไปสร้างผลสะท้อนกลับทางลบมากขึ้นแทนที่จะเกิดผลดี โดยส่วนใหญ่ใช้การส่งสัปดาห์ละครั้ง และเดือนละครั้ง 2 ครั้งเป็นส่วนใหญ่ แต่มีแนวโน้มว่าความถี่อาจลดลงเหลือเพียง เดือนละครั้งเท่านั้นและจุดประสงค์ของการใช้อีเมล์มาร์เก็ตติ้งก็มีแนวโน้มว่าจะใช้เพื่อการส่งเสริมสร้างแบรนด์มากที่สุด รองลงมา คือ การแจกคูปองและการแจ้งข่าวคราวของกิจการตามลำดับ</p>
<p><strong>การตลาดผ่านอีเมลทำเอง หรือให้คนนอกทำดีกว่า</strong></p>
<p>ในการพยายามแสวงหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางการตลาดโลกที่เปลี่ยนไป การตลาดผ่านอีเมลเป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีผู้ประกอบการนำเอาไปใช้กันมากขึ้น เพราะเชื่อกันว่าเป็นช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงลูกค้าทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนได้ตรงเป้าหมายมากที่สุดทางหนึ่ง เพราะสามารถดำเนินกระบวนการขายที่จำเป็นได้จนถึงขั้นตอนสุดท้ายทำให้การขายสมบูรณ์แบบ</p>
<p>กระนั้นก็ดี นักการตลาดได้พบว่าการดำเนินงานการตลาดผ่านอีเมลของแต่ละกิจการ ได้ผลการดำเนินงานออกมาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ บริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำของโลก มักนิยมใช้การจ้างบริษัทภายนอกดำเนินงานการตลาดผ่านอีเมลแทนหรือ outsources โดยกิจการที่รับดำเนินงานแทนเหล่านั้นมักเป็นเอเยนซีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรืออาจเป็นเอเยนซีที่ทำหน้าที่แบบอเนกประสงค์ก็มี ซึ่งในที่สุด เอเยนซีทั่วไปเหล่านี้จะไปจ้างเอเยนซีเฉพาะทางให้รับงานต่อในลักษณะของซับคอนแทรกไป แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เหมือนกันทุกบริษัท บางบริษัทยังคงใช้ทีมงานภายในทำหน้าที่ดูแลงานซอฟต์แวร์ของกิจการ หรือทำผ่านเอเอสพีอยู่</p>
<p>สิ่งนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ประสิทธิภาพของการดำเนินงานการตลาดผ่านอีเมลออกมาแตกต่างกัน?</p>
<p>นักการตลาดบางคนแย้งว่า นอกเหนือจากการใช้ผู้ดำเนินงานการตลาดผ่านทางอีเมลที่แตกต่างกันแล้ว เทคนิคการส่งอีเมลของแต่ละบริษัทก็ยังแตกต่างกันด้วย ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะบางบริษัท ไม่ได้มีเทคโนโลยีทันสมัยในการดำเนินงานการตลาดผ่านอีเมลเลย นอกเหนือไปจากการสร้างองค์ประกอบของข้อความที่จะทำการส่งสื่อสารในรูป HTML image และเชื่อมดาต้าเข้ากับโปรแกรม Outlook ของแมเนเจอร์แค่นั้น</p>
<p>ในบริษัทอื่นๆส่วนใหญ่ก็ถือว่าไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษที่ก้าวหน้าในเรื่องนี้แต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ ประสิทธิภาพในการประเมินกลุ่มลูกค้า ที่ต้องใช้ความสามารถของโปรแกรมซอฟต์แวร์ย่อมจะไม่ดีเท่าที่ควรตามไปด้วย</p>
<p>ดังนั้น ประเด็นหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงความล้มเหลวในการดำเนินกิจกรรมทางด้านการตลาดผ่านอีเมล คือ อย่าทำให้ช่องทางการจำหน่ายนี้ดูโบราณ จนถูกเรียกว่า ดิจิตอล ฟลินท์สโตนส์</p>
<p>เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจทำการตลาดผ่านอีเมล ต้องใช้โปรแกรมการตลาดที่ดีเหมือนกับช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ ซึ่งคงต้องรวมไปถึงการตัดสินใจว่าจะใช้บริษัทภายนอกทำแทน หรือทำงานเองด้วยทีมงานภายในกิจการดี</p>
<p>ความผิดพลาดที่นักการตลาดได้พบจากการใช้โปรแกรมการตลาดผ่านทางอีเมล คือ ความเชื่อที่ผิดๆว่า การใช้ทีมงานของบริษัทจะช่วยประหยัดเงินงบประมาณมากกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และพัฒนาการขายผ่านการพัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเองดีกว่า แต่จริงแล้วช่องทางการพัฒนาการตลาดผ่านทางอีเมลภายในกิจการเอง มีข้อเสียบางประการเหมือนกัน เช่น</p>
<p><strong>ประการแรก</strong> การพัฒนาการตลาดผ่านอีเมล ด้วยการใช้บริษัทภายนอกทำงานได้ดีกว่า หากฐานลูกค้าของบริษัทมีขนาดใหญ่ และต้องการดูแลเอาใจใส่และบริการการติดตามต่อเนื่องจากช่องทางการตลาดนี้ จากการสำรวจพบว่า กิจการที่ใช้เอเยนซีภายนอกช่องทำงานด้านการตลาดผ่านอีเมลแทนจะมียอดการจำหน่ายเพิ่มขึ้นมากกว่ากิจการที่พัฒนาทีมงานภายในเองถึง 3-4 เท่าทีเดียว</p>
<p>ในกรณีนี้การพัฒนางานการตลาดผ่านทางอีเมลด้วยเอเยนซีใช้ได้ดีในกรณีที่ไม่ต้องมีการออกแคมเปญการตลาดที่ต้องใช้การฝึกอบรมเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้เชี่ยวชาญภายในกิจการสามารถบริหารจัดการ และวางขอบเขตของสิ่งที่จำเป็นในแคมเปญนั้นๆ เอง</p>
<p><strong>ประการที่สอง</strong> วิธีนี้ใช้ไม่ได้ถ้าไม่มีผลให้กิจการสามารถลดอัตราการจ้างงานลง หรือสามารถพัฒนาทีมงานที่มีศักยภาพในการดำเนินกิจกรรมการตลาดผ่านอีเมลเฉพาะทางโดยตรง ซึ่งเท่ากับการมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำงานนี้ปนร่วมกับงานด้านอื่นๆ ด้วย หากเป็นเช่นนั้น กิจการควรเน้นบทบาทหน้าที่เฉพาะการบริหารธุรกิจหลักของกิจการ มากกว่าพยายามทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเสียเอง</p>
<p><strong>ประการที่สาม</strong> การพัฒนาทีมงานไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด และทันใจ รวมทั้งดีอย่างเพียงพอกับความต้องการใช้ช่องทางการจำหน่ายแบบการตลาดผ่านทางอีเมลได้ ประการที่สี่ หากช่องทางการจำหน่ายการตลาดผ่านทางอีเมล เป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญต่อรายได้ของกิจการ การใช้เอเยนซีภายนอกจะทำให้ยอดการจำหน่ายเติบโตได้เร็วกว่าและมีแผนงานการดำเนินงานที่ชัดเจนกว่า</p>
<p>ประเด็นสำคัญในการที่นักการตลาดพยายามจะทำให้ผู้บริหารกิจการพึงตระหนักไว้เสมอ คือ การเลือกช่องทางการตลาดสำหรับการตลาดผ่านอีเมลจะต้องพิจารณาให้รอบคอบในด้านความพร้อมและคุณภาพของทรัพยากรที่มีว่าสามารถบริหารงานในทุกประเด็นที่จำเป็นตามโปรแกรมการตลาดที่ต้องการได้หรือไม่ เพราะการตลาดผ่านอีเมลเป็นเรื่องของการสร้างระบบลูกค้าความสัมพันธ์ที่ต้องการทั้งเวลา เงินลงทุน และการผูกพันในระยะยาว</p>
<p><strong>ขอขอบคุณบทความดีๆจาก WiseKnow Blog</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/27/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>FriendFlock ของพันทิปช่างกล้าพูดว่า “ท้าชน Hi5”</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/27/friendflock-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/27/friendflock-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Apr 2008 06:11:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>notebook</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[friendflock]]></category>

		<category><![CDATA[pantip]]></category>

		<category><![CDATA[Social Networking]]></category>

		<category><![CDATA[Thai Social Networking]]></category>

		<category><![CDATA[พันทิป]]></category>

		<category><![CDATA[เครือข่ายสังคม]]></category>

		<category><![CDATA[เฟรนด์ฟลอค]]></category>

		<category><![CDATA[เฟรนด์ฟล็อค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/2008/04/27/friendflock-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94/</guid>
		<description><![CDATA[

เราว่าดูมันไม่ค่อยเวิร์คแหละ มันยังดูเฉิ่มๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนเป็นแค่หน้าข้อมูลส่วนตัวของพันทิปธรรมดา อุตส่าห์แยกออกมาเป็น FriendFlock ทั้งทีตอนแรกเราได้ยินข่าว


นายวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิปดอตคอม กล่าวว่า เว็บไซต์พันทิปเตรียมเปิดให้บริการ www.friendflock.com เครือข่ายชุมชนออนไลน์ (Social Network) ในลักษณะเดียวกับไฮไฟว์ (www. hi5.com) จากต่างประเทศ โดยจะชูความต่างจากการที่พันทิปเป็นแหล่งรวมเรื่องกระทู้ต่างๆ ซึ่งมี การให้ความรู้ไปในตัว ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้เล่น ขณะที่ไฮไฟว์เป็นเพียงชุมชนออนไลน์และการเล่นสนุกเท่านั้น และจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ภายในเดือน พ.ค. นี้
สำหรับการเปิดเว็บไซต์เฟรนด์ฟลอคครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวของผู้ให้บริการเว็บไซต์หลังจากไฮไฟว์เข้ามามีอิทธิพลสูง มากต่อผู้เล่นในประเทศไทย และรูปแบบของชุมชนออนไลน์ลักษณะนี้ ยังจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไปอีก 5 ปีข้างหน้า หากพันทิปไม่ปรับตัวก็จะทำให้สูญเสียโอกาสทางการตลาด โดยเฉพาะการโฆษณาออนไลน์ที่กลายเป็นช่องทางสำคัญและสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันเฟรนด์ฟลอคเริ่มให้บริการกับกลุ่มสมาชิกพันทิปที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนคน ซึ่งการเปิดให้บริการครั้งนี้ ตั้งเป้าว่าจะมีผู้มาใช้บริการทั้งจากฐานผู้ใช้เดิมและผู้ใช้ใหม่ที่สนใจ ประมาณ 90% ที่มา
ก็นึกว่าจะอลังการ แหม พันทิปลงมือทำเองทั้งที นึกว่าอย่างน้อยหน้าตา หรือฟังก์ชั่นการใช้งานคงจะเทียบเท่า hi5 แน่ๆ อันนี้อะไรก็ไม่รู้ เหมือนหน้าโปรไฟล์แบบเก่าเลย เฉิ่มเสียไม่มี แต่อย่างว่าเขาก็ให้ฐานสมาชิกเดิมของบอร์ดพันทิปหน่ะแหละเล่น เพราะไม่ต้องสมัครไม่ต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว คลิ๊กที่อมยิ้มก็ใช้ได้เลย สมาชิกใหม่ที่กะมาสมัครเพื่อเล่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>เราว่าดูมันไม่ค่อยเวิร์คแหละ มันยังดูเฉิ่มๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนเป็นแค่หน้าข้อมูลส่วนตัวของพันทิปธรรมดา อุตส่าห์แยกออกมาเป็น FriendFlock ทั้งทีตอนแรกเราได้ยินข่าว</p>
<p><span id="more-126"></span></p>
<p><a href="http://notebook.bloggoo.com/files/2008/04/friendflock_pantip_social_networking.jpg" rel="lightbox[126]" rel="lightbox[126]"><img class="alignnone size-medium wp-image-125" src="http://notebook.bloggoo.com/files/2008/04/friendflock_pantip_social_networking-211x300.jpg" alt="" width="211" height="300" /></a></p>
<p>นายวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิปดอตคอม กล่าวว่า เว็บไซต์พันทิปเตรียมเปิดให้บริการ www.friendflock.com เครือข่ายชุมชนออนไลน์ (Social Network) ในลักษณะเดียวกับไฮไฟว์ (www. hi5.com) จากต่างประเทศ โดยจะชูความต่างจากการที่พันทิปเป็นแหล่งรวมเรื่องกระทู้ต่างๆ ซึ่งมี การให้ความรู้ไปในตัว ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้เล่น ขณะที่ไฮไฟว์เป็นเพียงชุมชนออนไลน์และการเล่นสนุกเท่านั้น และจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ภายในเดือน พ.ค. นี้</p>
<p>สำหรับการเปิดเว็บไซต์เฟรนด์ฟลอคครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวของผู้ให้บริการเว็บไซต์หลังจากไฮไฟว์เข้ามามีอิทธิพลสูง มากต่อผู้เล่นในประเทศไทย และรูปแบบของชุมชนออนไลน์ลักษณะนี้ ยังจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไปอีก 5 ปีข้างหน้า หากพันทิปไม่ปรับตัวก็จะทำให้สูญเสียโอกาสทางการตลาด โดยเฉพาะการโฆษณาออนไลน์ที่กลายเป็นช่องทางสำคัญและสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้น</p>
<p>ปัจจุบันเฟรนด์ฟลอคเริ่มให้บริการกับกลุ่มสมาชิกพันทิปที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนคน ซึ่งการเปิดให้บริการครั้งนี้ ตั้งเป้าว่าจะมีผู้มาใช้บริการทั้งจากฐานผู้ใช้เดิมและผู้ใช้ใหม่ที่สนใจ ประมาณ 90% ที่มา</p>
<p>ก็นึกว่าจะอลังการ แหม พันทิปลงมือทำเองทั้งที นึกว่าอย่างน้อยหน้าตา หรือฟังก์ชั่นการใช้งานคงจะเทียบเท่า hi5 แน่ๆ อันนี้อะไรก็ไม่รู้ เหมือนหน้าโปรไฟล์แบบเก่าเลย เฉิ่มเสียไม่มี แต่อย่างว่าเขาก็ให้ฐานสมาชิกเดิมของบอร์ดพันทิปหน่ะแหละเล่น เพราะไม่ต้องสมัครไม่ต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว คลิ๊กที่อมยิ้มก็ใช้ได้เลย สมาชิกใหม่ที่กะมาสมัครเพื่อเล่น FriendFlock อย่างเดียวก็คงไม่มีหรอก ใครจะไปเล่นไม่น่าสนใจเลย นอกจากจะปรับหน้าตาใหม่และเพิ่มฟังก์ชั่นให้มันทำอะไรได้มากกว่านี้</p>
<p><strong>ขอขอบคุณบทความดีๆจาก <a href="http://blog.nadiamode.com/">NadiaMode</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/27/friendflock-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เว็บคอมมูนิตี้&#8221; เกมรบใหม่ดิจิตอลคอนเท็นต์</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/26/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/26/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Apr 2008 07:36:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>notebook</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[community]]></category>

		<category><![CDATA[marketing]]></category>

		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/?p=128</guid>
		<description><![CDATA[

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญที่คิดตรงกันหรือจะเป็นแนวทางที่ธุรกิจดาวน์โหลดเพลงหรือดิจิตอล คอนเท็นต์ของเมืองไทยจะต้องเดินมาในทิศทางนี้กันแน่ จึงทำให้ 2 ค่ายเพลงใหญ่ &#8220;อาร์เอส-แกรมมี่&#8221; ตกลงปลงใจปรับรูปแบบการขายใหม่สู่เว็บไซต์คอมมูนิตี้ หลังจากขับเขี้ยวกันอยู่นานสองนาน ด้วยความมั่นอกมั่นใจกับแนวทางที่ต่างเลิกเดินมาว่าถูกทางเพราะเป็นเทรนด์ที่ต้องไป

ดูเหมือนว่างานนี้จะเป็นความบังเอิญที่ 2 ค่ายเพลงยักษ์จะใจตรงกันพอดิบพอดี ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางที่ธุรกิจดาวน์โหลดเพลงจะต้องเดินมาในทิศทางนี้ด้วย เพราะสองผู้บริหารจากสองค่ายเพลงนี้บอกตรงกันเป๊ะว่า การเปลี่ยนรูปแบบนำเสนอสู่เว็บคอมมูนิตี้นั้น เป็นเทรนด์ของโลกที่มาทางนี้ และการจะประสบความสำเร็จในธุรกิจดาวน์โหลดเพลงผ่านช่องทางเว็บไซต์ในยุคนี้นั้น จะปฏิเสธการสร้างคอมมูนิตี้บนเว็บไซต์ หรือ โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กกิ้ง (Social Networking) ไม่ได้เด็ดขาด
ถึงแม้ว่าสองผู้บริหารจะออกปากตรงกัน แต่หลายต่อหลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่าการปรับตัวเองสู่โลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กกิ้งนั้น จะบอกถึงความผิดพลาดกับแนวทางการทำธุรกิจดาวน์โหลดเพลงที่ต่างฝ่ายต่างเคยมั่นใจกันเต็มร้อย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าธุรกิจเพลงของเมืองไทยไม่ว่าจะยุคไหนรูปแบบใด ก็ปราบเซียนและเหนื่อยเอาการ เพราะยากที่จะปรับพฤติกรรมและค่านิยมผู้บริโภคที่นิยมชมชอบของเถื่อนได้
&#8220;ไม่ใช่เพราะรูปแบบเดิมที่ทำไม่สำเร็จ ดูได้จากยอดดาวน์โหลดที่ผ่านมาซึ่งมีอยู่กว่าพันคนต่อวัน เราถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง เพียงแต่ร้านดาวน์โหลดเดิมลักษณะเหมือนร้านสแตนอะโลน หรือสเปกซิฟิก สโตร์ (Specific Store) คือขายเฉพาะเพลง ซึ่งถ้าดูจากไลฟ์สไตล์คนกลุ่มนี้จะเข้ามาก็ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการซื้อเพลง แต่เราอยากให้คนเข้ามาบ่อยโดยไม่จำเป็นต้องมาเฉพาะเวลาที่อยากซื้อเพลง&#8221;
เป็นคำยืนยันของนายวรพจน์ นิ่มวิจิตร ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานอาร์เอสดิจิตอล บริษัทอาร์ เอส จำกัด (มหาชน) ถึงความสำเร็จของอาร์เอสในธุรกิจดาวน์โหลดเพลงผ่านเว็บไซต์ในช่วงกว่า 3 ปี พร้อมเสริมด้วยว่า จากจุดเริ่มต้นนี้เอง เมื่อผนวกกับได้เห็นเทรนด์อินเทอร์เน็ตในต่างประเทศเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นไลฟ์สไตล์สโตร์ โดยนำเรื่องราวความบันเทิงอื่นๆ ทั้งดูหนัง ฟังเพลง เข้ามาอยู่ในเว็บเดียวกัน เป็นคอมมูนิตี้เว็บ ทำให้คนสามารถมาได้บ่อยขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญที่คิดตรงกันหรือจะเป็นแนวทางที่ธุรกิจดาวน์โหลดเพลงหรือดิจิตอล คอนเท็นต์ของเมืองไทยจะต้องเดินมาในทิศทางนี้กันแน่ จึงทำให้ 2 ค่ายเพลงใหญ่ &#8220;อาร์เอส-แกรมมี่&#8221; ตกลงปลงใจปรับรูปแบบการขายใหม่สู่เว็บไซต์คอมมูนิตี้ หลังจากขับเขี้ยวกันอยู่นานสองนาน ด้วยความมั่นอกมั่นใจกับแนวทางที่ต่างเลิกเดินมาว่าถูกทางเพราะเป็นเทรนด์ที่ต้องไป</p>
<p><span id="more-128"></span></p>
<p>ดูเหมือนว่างานนี้จะเป็นความบังเอิญที่ 2 ค่ายเพลงยักษ์จะใจตรงกันพอดิบพอดี ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางที่ธุรกิจดาวน์โหลดเพลงจะต้องเดินมาในทิศทางนี้ด้วย เพราะสองผู้บริหารจากสองค่ายเพลงนี้บอกตรงกันเป๊ะว่า การเปลี่ยนรูปแบบนำเสนอสู่เว็บคอมมูนิตี้นั้น เป็นเทรนด์ของโลกที่มาทางนี้ และการจะประสบความสำเร็จในธุรกิจดาวน์โหลดเพลงผ่านช่องทางเว็บไซต์ในยุคนี้นั้น จะปฏิเสธการสร้างคอมมูนิตี้บนเว็บไซต์ หรือ โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กกิ้ง (<strong>Social Networking</strong>) ไม่ได้เด็ดขาด</p>
<p>ถึงแม้ว่าสองผู้บริหารจะออกปากตรงกัน แต่หลายต่อหลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่าการปรับตัวเองสู่โลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กกิ้งนั้น จะบอกถึงความผิดพลาดกับแนวทางการทำธุรกิจดาวน์โหลดเพลงที่ต่างฝ่ายต่างเคยมั่นใจกันเต็มร้อย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าธุรกิจเพลงของเมืองไทยไม่ว่าจะยุคไหนรูปแบบใด ก็ปราบเซียนและเหนื่อยเอาการ เพราะยากที่จะปรับพฤติกรรมและค่านิยมผู้บริโภคที่นิยมชมชอบของเถื่อนได้</p>
<p>&#8220;ไม่ใช่เพราะรูปแบบเดิมที่ทำไม่สำเร็จ ดูได้จากยอดดาวน์โหลดที่ผ่านมาซึ่งมีอยู่กว่าพันคนต่อวัน เราถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง เพียงแต่ร้านดาวน์โหลดเดิมลักษณะเหมือนร้านสแตนอะโลน หรือสเปกซิฟิก สโตร์ (Specific Store) คือขายเฉพาะเพลง ซึ่งถ้าดูจากไลฟ์สไตล์คนกลุ่มนี้จะเข้ามาก็ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการซื้อเพลง แต่เราอยากให้คนเข้ามาบ่อยโดยไม่จำเป็นต้องมาเฉพาะเวลาที่อยากซื้อเพลง&#8221;</p>
<p>เป็นคำยืนยันของนายวรพจน์ นิ่มวิจิตร ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานอาร์เอสดิจิตอล บริษัทอาร์ เอส จำกัด (มหาชน) ถึงความสำเร็จของอาร์เอสในธุรกิจดาวน์โหลดเพลงผ่านเว็บไซต์ในช่วงกว่า 3 ปี พร้อมเสริมด้วยว่า จากจุดเริ่มต้นนี้เอง เมื่อผนวกกับได้เห็นเทรนด์อินเทอร์เน็ตในต่างประเทศเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นไลฟ์สไตล์สโตร์ โดยนำเรื่องราวความบันเทิงอื่นๆ ทั้งดูหนัง ฟังเพลง เข้ามาอยู่ในเว็บเดียวกัน เป็นคอมมูนิตี้เว็บ ทำให้คนสามารถมาได้บ่อยขึ้น เนื่องจากการดูหนัง และฟังเพลงถือเป็นไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่ง อีกทั้งในนั้นศิลปินยังสามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองโปรโมตได้อีก ซึ่งเราเองก็มีทุกอย่างเหมือนกัน จึงสนใจและเป็นที่มาของการปรับตัวเองจากเว็บไซต์ดาวน์โหลดเพลงทั่วไปสู่เว็บคอมมูนิตี้</p>
<p>เขาย้ำด้วยว่า การเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอของอาร์เอสในครั้งนี้จะช่วยทำให้ยอดการดาวน์โหลดเป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมือนกับการมานั่งกินขนมแล้วได้ฟังเพลงไปด้วย ไม่ชอบก็ไม่ต้องดาวน์โหลด แต่ถ้าฟังแล้วถูกใจอยากจะดาวน์โหลดก็สามารถดาวน์โหลดได้บนเว็บ</p>
<p>นั่นก็เพราะว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ชอบการยัดเยียด เพราะฉะนั้นการพุชมากๆ แทนที่จะเกิดผลดีอาจจะทำให้ลูกค้าเกิดการต่อต้านและไม่กลับมาอีกเลย แต่สำหรับแนวทางนี้เป็นเหมือนการนำเสนอการขายทางอ้อม แถมยังทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และที่สำคัญในอนาคตยังสามารถจะต่อยอดการขายสินค้าและบริการอื่นๆ ของอาร์เอสได้มากขึ้นด้วย</p>
<p><img src="http://www.businessthai.co.th/images/content/tech_345_1.jpg" alt="" width="400" height="216" /></p>
<p><strong>3 เดือนยอดโหลดพุ่งขึ้นเท่าตัว</strong></p>
<p>อาร์เอสได้เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอสู่เว็บคอมมูนิตี้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา หรือประมาณ 3 เดือน ภายใต้ 3 เว็บไซต์ใหม่ ได้แก่ <strong>www.zheza.com</strong>, <strong>www.youdumv.com</strong> และ <strong>www.pleng.com</strong> ซึ่งในส่วนของมิกซี่คลับ ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับการดาวน์โหลดเพลดเดิมนั้น นายวรพจน์ บอกว่า คงอยู่เหมือนเดิม โดยเป็นร้านๆ หนึ่งอยู่ในเว็บไซต์เหล่านี้ เหมือนกับย้ายสถานที่จากพระราม 9 มาอยู่ไอที มอลล์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ลูกค้ารวมกลุ่มกันอยู่</p>
<p>กว่า 3 เดือนที่เปลี่ยนแนวคิดการนำเสนอ นายวรพจน์ บอกว่า ยอดการดาวน์โหลดดีขึ้นเป็นเท่าตัว และประมาณ 10% เป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ แถมคนยังเข้ามาในเว็บไซต์นานและเพิ่มขึ้นจากเดิมมิกซี่คลับมีคนเข้ามาอยู่ในหลักพันต่อวัน แต่ซีซ่าดอทคอมมียอดคนเข้าเว็บไซต์ในช่วงวันหยุดประมาณ 4-5 หมื่นรายต่อวัน ไม่เท่านั้นเขายังชี้ด้วยว่า จากยอดดาวน์โหลดบวกกับตัวเลขรายได้ในกลุ่มดิจิตอลคอนเท็นต์ของบริษัทที่เติบโตขึ้น ย่อมเป็นชี้วัดให้เห็นถึงพฤติกรรมการดาวน์โหลดของผู้บริโภคที่เริ่มดีขึ้นด้วยเช่นกัน</p>
<p>จากผลตอบรับที่ดีเช่นนี้ ทำให้นายวรพจน์ ย้ำด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่า อาร์เอสจะเดินไปในแนวทางนี้ เพราะถือว่าเดินมาถูกจุด โดยหลังจากนี้จะหันมาเน้นพัฒนาคอนเท็นต์ให้เข้มข้นขึ้น เนื่องจากเป็นจุดเสริมความได้เปรียบในการขายเพลงดิจิตอล</p>
<p>พร้อมกันนี้ยังเน้นสร้างความเป็นคอมมูนิตี้ ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านการเปิดเว็บไซต์เกมออนไลน์ เพราะถือเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ส่วนการสร้างคอมมูนิตี้นั้น จะอาศัยฐานลูกค้าในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กโน้มน้าวชักจูงเพื่อนใหม่ให้เข้ามาในเว็บคอมมูนิตี้มากขึ้น โดยปัจจุบันทั้ง 3 เว็บไซต์ของอาร์เอสมียอดคนเข้าประมาณ 6 หมื่นราย และเป็นสมาชิกเกือบ 7 แสนราย และคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะมีสมาชิกมากกว่า 1 ล้านราย พร้อมกับมียอดคนเข้าเว็บในหลักแสนราย</p>
<p>“เราใช้เวลา 1 ปีกับการสร้างสมาชิกเกือบ 1 ล้านราย เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าจะสามารถเติบโตเป็นเท่าตัวได้แน่ๆ แต่การจะก้าวไปสู่ 2 ล้านรายอาจไม่เร็วเท่าช่วงแรก เพราะเราโตจากศูนย์ จึงอาจจะต้องใช้เวลาประมาณปีครึ่ง”</p>
<p>นายวรพจน์บอกถึงความมั่นใจกับเป้าหมายของเว็บคอมมูนิตี้ พร้อมกับเสริมต่ออีกว่า สำหรับธุรกิจในกลุ่มดิจิตอล คอนเท็นต์ของอาร์เอสปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตประมาณ 10-15% จากปีที่แล้ว ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่น้อยกว่าก่อนหน้านี้ที่บริษัทเคยตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี</p>
<p>โดยเขาให้เหตุผลว่า เป็นเพราะหลายปัจจัยทั้งตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งเป็นหัวใจในการดันธุรกิจนี้ยังค่อนข้างนิ่ง โดยมีผู้ใช้อยู่เพียง 1 ล้านรายเท่านั้น รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์ของผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมใช้ตามร้านอินเทอร์เน็ต และโรงเรียน ขณะที่การดาวน์โหลดจะเหมาะกับการใช้ที่บ้าน เนื่องจากอุปกรณ์อย่างเอ็มพี 3 และไอพอด ต้องดาวน์โหลดผ่านพีซี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน ตามร้านอินเทอร์เน็ตหรือโรงเรียนจึงมักจะไม่นิยมให้มีการดาวน์โหลด</p>
<p><strong>‘แกรมมี่’ ชี้ เหมือนกันแค่เว็บ  แต่การตลาดต่างสุดขั้ว</strong></p>
<p>ฟาก &#8220;แกรมมี่&#8221; แม้จะตัดสินใจปรับตัวเองสู่เว็บคอมมูนิตี้เช่นกัน แต่ก็ถือว่าการปรับตัวนั้นยังช้ากว่าอาร์เอสที่ออกนำร่องไปแล้ว 3 เดือน ส่วนแกรมมี่นั้นเพิ่งจะเปิดตัวเว็บไซต์คอมมูนิตี้ในชื่อ <strong>Gmember.com</strong> เมื่อราวต้นเดือนเมษายนนี้</p>
<p>&#8220;ปีนี้ธุรกิจดิจิตอล คอนเท็นต์จะสู้รบกันบนเว็บไซต์มากกว่ามือถือ เพราะมือถือไม่มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ ถึงแม้จะมีสัญญาณการเปิดใช้โครงข่าย 3G แต่หากเครื่องลูกข่ายไม่พร้อม ตลาดก็เกิดไม่ได้&#8221;</p>
<p>เป็นคำบอกเล่าของนายสุวัฒน์ ดำรงชัยธรรม กรรมการบริหาร บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)<br />
ถึงแนวรบตลาดดิจิตอล คอนเท็นต์ในปีนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ด้วยว่า แนวทางการทำธุรกิจดิจิตอล คอนเท็นต์ของแกรมมี่จากนี้ไปจะหันมาให้น้ำหนักกับตลาดเว็บไซต์มากขึ้นด้วย โดยเขาให้เหตุผลว่า เป็นเพราะวันนี้ทุกคนมองว่าเว็บเป็นทั้งการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ชั้นดี เนื่องจากต้นทุนต่ำ แถมยังโต้ตอบสื่อสารได้สองทาง ซึ่งสื่อประเภทอื่นทำไม่ได้ รวมถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหันมาเสพสื่อแบบอินทริเกรดมากขึ้น ก็เป็นผลพวงให้บริษัทหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา</p>
<p>เขาบอกว่า การที่แกรมมี่ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาวิธีการทำตลาดใหม่ๆ หรือแม้แต่การปรับองค์กรด้วยการยุบบริษัทจีเอ็มเอ็ม ดิจิตอล โดเมน จำกัด รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแกรมมี่ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ล้วนทำให้ธุรกิจดิจิตอล คอนเท็นต์ของแกรมมี่ในปีที่ผ่านมามีการเติบโตเกือบ 100% โดยมีสมาชิกใน <strong>www.ikeyclub.com</strong> ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับการดาวน์โหลดเพลงประมาณ 30,000 ราย ขณะที่การยุบรวมเข้าเป็นแผนกหนึ่งของแกรมมี่นั้นจะช่วยให้การซินเนอยี่ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากแกรมมี่มีหน่วยงานทางด้านดิจิตอลอยู่แล้ว</p>
<p>สำหรับเว็บคอมมูนิตี้ Gmember.com ที่จะมาต่อกรกับค่ายอาร์เอสซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปนั้น นายสุวัฒน์ ย้ำว่า ใช้เม็ดเงินในการพัฒนาระบบและฮาร์ดแวร์จำนวนมาก โดยเป็นต่อยอดจากเว็บเดิมที่มีอยู่เป็นเวอร์ชันสอง เพื่อให้เว็บมีความสามารถมากขึ้น ทำให้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงให้ผู้บริโภคและสมาชิกได้เข้ามาร่วมกิจกรรมภายในเว็บได้มากขึ้น</p>
<p>เขายอมรับว่า การปรับสู่เว็บคอมมูนิตี้ของแกรมมี่และอาร์เอสในครั้งนี้แม้จะเป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเพราะเทรนด์ของโลกมาทางนี้ แต่ทุกอย่างก็ใช่จะเหมือนกันหมดโดยเฉพาะกับวิธีการทำตลาดซึ่งเขาย้ำว่าย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะเป็นจุดชี้วัดว่าใครจะเจ๋งและโดนใจลูกค้ากว่ากัน</p>
<p>โดยตัวชี้วัดที่ว่า เขาบอกว่า ไม่ได้หมายถึงการมีคอมมูนิตี้ที่ดี หรือมียอดผู้เข้าใช้จำนวนมากเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดต้องวัดกันที่ยอดรายได้ ซึ่งหากเป็นเว็บไซต์เดิมๆ ก็อาจจะวัดกันที่รายได้จากการดาวน์โหลดแต่สำหรับเว็บคอมมูนิตี้แล้วต้องบอกว่าที่มาของการสร้างรายได้นั้นมาได้หลายทาง และนี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองค่ายตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางเว็บคอมมูนิตี้นี้อย่างพร้อมใจกัน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องมานั่งลุ้นรายได้จากยอดดาวน์โหลดในแต่ละไตรมาสกันแบบหืดจับ</p>
<p>สำหรับที่มารายได้ของเว็บคอมมูนิตี้นั้น นอกจากรายได้หลักจากการดาวน์โหลดที่ต้องเกิดขึ้นเห็นๆ แล้ว ยังอาจจะมาจากค่าสมาชิก และการเป็นสปอนเซอร์ของเจ้าของสินค้า เป็นต้น ซึ่งในส่วนของแกรมมี่เขาบอกเป็นนัยให้ฟังว่า เบื้องต้นจะมาจากทั้งสามส่วน ซึ่งเป็นการเกทับกันให้เห็นว่า จะมาช้าหรือเร็วคงไม่สำคัญ เพราะงานนี้จังหวะรุกและการตลาดใครเจ๋งกว่า ย่อมพิชิตตลาดนี้ได้อย่างแน่นอน</p>
<p>เมื่อเทียบกับฝั่งอาร์เอส ดูเหมือนว่าโมเดลการหารายได้ดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก จะต่างกันก็ตรงที่อาร์เอสไม่มีการเก็บค่าสมาชิกในเว็บ เนื่องจากมองว่าไม่เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค และจากการศึกษาเว็บลักษณะนี้ในต่างประเทศจะพบว่ายอดขายของเว็บที่เก็บค่าสมาชิกเทียบไม่ได้เลยกับเว็บที่ไม่ได้เก็บค่าสมาชิก โดยที่มารายได้ของอาร์เอสนั้น นายวรพจน์บอกว่าจะมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ การดาวนโหลด สปอนเซอร์ชิป และการซื้อขายไอเท็ม</p>
<p>อย่างไรก็ดี สำหรับ <strong>ikeyclub</strong> เดิม ซึ่งเคยเป็นช่องทางหลักในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจดิจิตอลคอนเท็นต์ของแกรมมี่นั้น นายสุวัฒน์ บอกว่า จะปรับแนวทางการทำตลาดโดยเน้นทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าองค์กร เพราะการทำตลาดกับลูกค้าคอนซูเมอร์ที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องราคา โดยมองว่ากลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นกลุ่มที่มีความต้องการในการดาวน์โหลดเพลงและยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมาก พร้อมกันนี้ยังจะเร่งผนึกพันธมิตรเพื่อทำคอนเท็นต์ให้ครอบคลุมตลาดมากขึ้น</p>
<p><strong>ขอขอบคุณบทความดีๆจาก WiseKnow Blog</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/26/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ภาพยนตร์ตัวอย่าง &#8220;สี่แพร่ง&#8221; 4 เรื่อง 4 ผู้กำกับ</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/11/seeprang/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/11/seeprang/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Apr 2008 06:03:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[4แพร่ง]]></category>

		<category><![CDATA[Alone]]></category>

		<category><![CDATA[Body]]></category>

		<category><![CDATA[Body19]]></category>

		<category><![CDATA[Excite]]></category>

		<category><![CDATA[Ghost]]></category>

		<category><![CDATA[Gmm]]></category>

		<category><![CDATA[gramy]]></category>

		<category><![CDATA[GTH]]></category>

		<category><![CDATA[Horror]]></category>

		<category><![CDATA[Shutter]]></category>

		<category><![CDATA[ชัตเตอร์]]></category>

		<category><![CDATA[บอดี้]]></category>

		<category><![CDATA[ผี]]></category>

		<category><![CDATA[สี่แพร่ง]]></category>

		<category><![CDATA[แฝด]]></category>

		<category><![CDATA[แพร่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/?p=122</guid>
		<description><![CDATA[


]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<a href="http://notebook.bloggoo.com/2008/04/11/seeprang/"><em>Click here to view the embedded video.</em></a>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/11/seeprang/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>คนกรุงเทพใช้ Hi5 เยอะที่สุดในโลก!</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/03/%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-hi5-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/03/%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-hi5-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Apr 2008 20:46:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>notebook</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>

		<category><![CDATA[Hi5]]></category>

		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/2008/04/03/%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-hi5-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82/</guid>
		<description><![CDATA[

ช่วงนี้กลับมาลองเล่น Hi5 อีกครั้ง ด้วยความอยากรู้ว่าทำไม คนไทยถึงชอบเล่นกัน …
ผมแอบสังเกตุเห็นว่า ในหน้าของ Hi5 นั้น จะมีส่วนที่แสดงจำนวนผู้ใช้แยกตามชื่อเมืองจากทั่วโลก โดยแสดงในลักษณะที่เรียกว่า &#8220;Tag Cloud&#8221;


ผมลองกดดูทุกเมือง ที่ชื่อเมืองมี font ขนาดใหญ่ที่สุด (font ขนาดใหญ่ หมายความว่า มีจำนวนผู้ใช้ในเมืองนั้นเยอะ)
ปรากฏว่า Bangkok กทม ของเรา มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุด ถึง 470,000 คน!
ไม่แปลกเลยครับ ที่ทาง Hi5 จะตั้งตัวแทนขึ้นมาในเมืองไทย เพื่อใช้หากินด้าน Online Advertising อย่างจริงจัง!
ขอขอบคุณบทความดีๆจากคุณ Worawisut Pinyoyang
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p>ช่วงนี้กลับมาลองเล่น Hi5 อีกครั้ง ด้วยความอยากรู้ว่าทำไม คนไทยถึงชอบเล่นกัน …<br />
ผมแอบสังเกตุเห็นว่า ในหน้าของ Hi5 นั้น จะมีส่วนที่แสดงจำนวนผู้ใช้แยกตามชื่อเมืองจากทั่วโลก โดยแสดงในลักษณะที่เรียกว่า &#8220;Tag Cloud&#8221;</p>
<p><span id="more-119"></span></p>
<p><a title="Hi5" rel="lightbox" href="http://notebook.bloggoo.com/files/2008/04/hi51.jpg" rel="lightbox[119]" rel="lightbox[119]"><img src="http://notebook.bloggoo.com/files/2008/04/hi51.thumbnail.jpg" alt="Hi5" /></a></p>
<p>ผมลองกดดูทุกเมือง ที่ชื่อเมืองมี font ขนาดใหญ่ที่สุด (font ขนาดใหญ่ หมายความว่า มีจำนวนผู้ใช้ในเมืองนั้นเยอะ)<br />
ปรากฏว่า Bangkok กทม ของเรา มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุด ถึง 470,000 คน!<br />
ไม่แปลกเลยครับ ที่ทาง Hi5 จะตั้งตัวแทนขึ้นมาในเมืองไทย เพื่อใช้หากินด้าน Online Advertising อย่างจริงจัง!</p>
<p><strong>ขอขอบคุณบทความดีๆจากคุณ Worawisut Pinyoyang</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/04/03/%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-hi5-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>คนดู Take Over การสัมภาษณ์ CEO Facebook โดย Lacy</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/14/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9-take-over%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-ceo-facebook-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-lacy/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/14/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9-take-over%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-ceo-facebook-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-lacy/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Mar 2008 17:39:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[Mark Zuckerberg]]></category>

		<category><![CDATA[Social Network]]></category>

		<category><![CDATA[เครือข่ายสังคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/2008/03/14/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9-take-over%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-ceo-facebook-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-lacy/</guid>
		<description><![CDATA[

โดย Lek Charoenkajonchai
ข้อมูลทั้งหมดสรุปมาจากหลายแหล่งข่าว ทั้ง Digg.com, Twit.tv, Mashable.com, and  Blognone.com
http://mashable.com/2008/03/09/zuckerberg-keynote-sxsw/
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวอินเตอร์ที่อเมริกาก็ได้มารวมตัวกันในงาน South By SouthWest (SXSW). ในงานก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Web 2.0 เป็นส่วนใหญ่ คนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็น Hardcore ทั้งนั้น และการติดต่อสื่อสารก็ผ่าน Twitter (ถ้าใครไม่รู้จัก ก็ลองอ่านบทความได้ที่ Mook’s blog และ Molecularck’s blog) เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า CEO ของ Facebook โดย Mark  Zuckerberg ก็ให้สัมภาษณ์ โดยผู้สำภาษณ์คือ Sarah Lacy (Business Week). เธอถามคำถามง่าย และแสดงออกถึงความชอบ Zuckerberg เป็นการส่วนตัว (อย่างเช่น เรียกชื่อย่อ Zuck, การออกอาการ ปิ้ง) นอกจากนั้นยังไม่พอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><strong>โดย <a title="Lek Charoenkajonchai" href="http://www.facebook.com/p/Lek_Charoenkajonchai/607801347">Lek Charoenkajonchai</a></strong></p>
<p>ข้อมูลทั้งหมดสรุปมาจากหลายแหล่งข่าว ทั้ง <strong>Digg.com</strong>, <strong>Twit.tv</strong>, <strong>Mashable.com</strong>, and  <strong>Blognone.com</strong></p>
<p><a href="http://mashable.com/2008/03/09/zuckerberg-keynote-sxsw/">http://mashable.com/2008/03/09/zuckerberg-keynote-sxsw/</a></p>
<p>เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวอินเตอร์ที่อเมริกาก็ได้มารวมตัวกันในงาน <strong>South By SouthWest</strong> (<strong>SXSW</strong>). ในงานก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับ <strong>Web 2.0</strong> เป็นส่วนใหญ่ คนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็น Hardcore ทั้งนั้น และการติดต่อสื่อสารก็ผ่าน <strong>Twitter</strong> (ถ้าใครไม่รู้จัก ก็ลองอ่านบทความได้ที่ <a href="http://escribitionist.wordpress.com/2007/10/12/twitter-apps/"><strong>Mook’s blog</strong></a> และ <a href="http://molecularck.wordpress.com/2008/03/09/twitter-in-plain-english/"><strong>Molecularck’s blog</strong></a>) เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า<span id="more-117"></span></p>
<p>เรื่องมันก็มีอยู่ว่า CEO ของ <a href="http://www.facebook.com"><strong>Facebook</strong></a> โดย <strong>Mark  Zuckerberg</strong> ก็ให้สัมภาษณ์ โดยผู้สำภาษณ์คือ <strong>Sarah Lacy</strong> (<strong>Business Week</strong>). เธอถามคำถามง่าย และแสดงออกถึงความชอบ Zuckerberg เป็นการส่วนตัว (อย่างเช่น เรียกชื่อย่อ Zuck, การออกอาการ ปิ้ง) นอกจากนั้นยังไม่พอ เธอยังพูดเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องของตัวเอง และไปดื่มกับ Zuck มาเมื่อคืน…..จนกระทั้งคนดูเริ่มไม่พอใจ มีการ Twitter  กันอุดตลุด คนดูเริ่มที่จะ Take Over การสัมภาษณ์ของ Lacy. เธอเริ่มออกอาการต่อต้าน (Defensive) กับคนดู จนเป็นเรื่องราว (ไม่รู้ใหญ่โตแค่ไหน …. แค่ว่า Twitter กันระเบิด)</p>
<p>เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างให้ดูว่า ผู้ชมที่มานั่งฟัง(นั่งดู) เค้าต้องการความรู้กลับไป ฉะนั้นการถามคำถามง่ายๆ (Not hard question) หรือการตอบปัญหาแบบชุ่ยๆอย่างสมัคร</p>
<p><strong>เพิ่มเติม (น่าดูมากๆ) Facebook on 60 Minutes 01-13-08 (Part 1)</strong></p>
<a href="http://notebook.bloggoo.com/2008/03/14/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9-take-over%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-ceo-facebook-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-lacy/"><em>Click here to view the embedded video.</em></a>
<p><strong>Part 2</strong></p>
<a href="http://notebook.bloggoo.com/2008/03/14/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9-take-over%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-ceo-facebook-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-lacy/"><em>Click here to view the embedded video.</em></a>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/14/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9-take-over%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-ceo-facebook-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-lacy/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เส้นทางเศรษฐีวัย 23 &#8220;Mark Zuckerberg&#8221; (จบ)</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2-23-mark-zuckerberg-%e0%b8%88%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2-23-mark-zuckerberg-%e0%b8%88%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Mar 2008 17:45:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>notebook</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[Mark Zuckerberg]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2-23-mark-zuckerberg-%e0%b8%88%e0%b8%9a/</guid>
		<description><![CDATA[


บทความตอนที่แล้วดูเหมือนจะสะท้อนแต่เส้นทางโรยกลีบกุหลาบของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เศรษฐีวัย 23 ปีจากโลกออนไลน์ที่นิตยสาร Forbes จัดอันดับว่าร่ำรวยเป็นอันดับ 785 ของโลก จากเด็กชายในครอบครัวยิว-อเมริกันที่เริ่มเขึยนโปรแกรมตั้งแต่ประถม 6 สู่หนุ่มนักศึกษาฮาร์เวิร์ดที่พาตัวเองและผองเพื่อนปลุกปั้นโปรเจ็ค Facebook.com บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นธุรกิจเต็มขั้น
แน่นอนว่าก่อนที่ Facebook จะทำให้ซีอีโอซัคเกอร์เบิร์กกลายเป็นเศรษฐีหนุ่มติดอันดับโลก ยังมีขวากหนามมากมายที่ซัคเกอร์เบิร์กต้องฝ่าฟันไป
Facebook นั้นเป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจและเข้าถึง ทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัวทั่วไป ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จักคนอื่นๆในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น
ชาวอเมริกันที่นิยมชมชอบ Facebook มีทั้งกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนโรงเรียนมัธยม รวมถึงคนวัยทำงาน สถิติชุมชนที่ใช้ Facebook ล่าสุดมีจำนวนหลายหมื่นชุมชน มีทั้งชุมชนเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ CIA ชุมชนพนักงานร้านแมคโดนัลด์ และกองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐฯ ที่สำคัญ Facebook ยังสนับสนุนการขายสินค้าข้ามบริษัทบนเว็บไซต์ และวางเป้าหมายว่า ผู้ใช้จะสามารถค้นหาสินค้าทุกชนิดได้จากเว็บไซต์แห่งนี้ในอนาคต
วิกฤตคือโอกาส
หลังจากได้ทุนก้อนแรกจาก Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal มูลค่า 5 แสนเหรียญ ผลงานหนึ่งที่โด่ดเด่นของ Facebook.com [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img src="http://notebook.bloggoo.com/files/2008/03/for01070351p1.jpg" alt="facebook" /></p>
<p>บทความตอนที่แล้วดูเหมือนจะสะท้อนแต่เส้นทางโรยกลีบกุหลาบของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (<strong>Mark Zuckerberg</strong>) เศรษฐีวัย 23 ปีจากโลกออนไลน์ที่นิตยสาร <strong>Forbes</strong> จัดอันดับว่าร่ำรวยเป็นอันดับ 785 ของโลก จากเด็กชายในครอบครัวยิว-อเมริกันที่เริ่มเขึยนโปรแกรมตั้งแต่ประถม 6 สู่หนุ่มนักศึกษาฮาร์เวิร์ดที่พาตัวเองและผองเพื่อนปลุกปั้นโปรเจ็ค <strong>Facebook.com</strong> บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นธุรกิจเต็มขั้น</p>
<p>แน่นอนว่าก่อนที่ <strong>Facebook</strong> จะทำให้ซีอีโอซัคเกอร์เบิร์กกลายเป็นเศรษฐีหนุ่มติดอันดับโลก ยังมีขวากหนามมากมายที่ซัคเกอร์เบิร์กต้องฝ่าฟันไป</p>
<p><strong>Facebook</strong> นั้นเป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจและเข้าถึง ทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัวทั่วไป ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ <strong>Facebook</strong> เป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ <strong>Email</strong> เดียวกันและต้องการทำความรู้จักคนอื่นๆในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น</p>
<p>ชาวอเมริกันที่นิยมชมชอบ <strong>Facebook</strong> มีทั้งกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนโรงเรียนมัธยม รวมถึงคนวัยทำงาน สถิติชุมชนที่ใช้ <strong>Facebook</strong> ล่าสุดมีจำนวนหลายหมื่นชุมชน มีทั้งชุมชนเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ <strong>CIA</strong> ชุมชนพนักงานร้านแมคโดนัลด์ และกองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐฯ ที่สำคัญ <strong>Facebook</strong> ยังสนับสนุนการขายสินค้าข้ามบริษัทบนเว็บไซต์ และวางเป้าหมายว่า ผู้ใช้จะสามารถค้นหาสินค้าทุกชนิดได้จากเว็บไซต์แห่งนี้ในอนาคต</p>
<p><strong>วิกฤตคือโอกาส</strong></p>
<p>หลังจากได้ทุนก้อนแรกจาก <strong>Peter Thiel</strong> ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ <strong>PayPal</strong> มูลค่า 5 แสนเหรียญ ผลงานหนึ่งที่โด่ดเด่นของ <strong>Facebook.com</strong> คือบริการ <strong>News Feed</strong> เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน 5 กันยายน 2006 ไม่ใช่รายการข่าวสารบ้านเมืองแต่เป็นรายการความเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อนในเว็บไซต์</p>
<p>ซัคเกอร์เบิร์กตกที่นั่งลำบากเนื่องจากผู้ใช้จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์นี้ โดยผู้ใช้มองว่า News Feed ทำให้ข้อมูลส่วนตัวแพร่กระจายไปทั่วเว็บ Facebook โดยไม่ได้รับอนุญาต</p>
<p>ผู้ใช้ <strong>Facebook</strong> ร่วมใจประท้วงไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์ <strong>News Feed</strong> ราว 700,000 คนภายในไม่ถึง 48 ชั่วโมง ร้อนถึงซัคเกอร์เบิร์กต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ใช้ เพื่อขอโทษที่ละเลยการให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว และยืนยันว่าเจตนาในการออกแบบฟีเจอร์ <strong>News Feed</strong> คือเพื่อให้ข่าวสารข้อมูลแก่คนในชุมชนเดียวกันบน <strong>Facebook</strong> เท่านั้น</p>
<p>เมื่อทีมวิศวกรของ <strong>Facebook</strong> ลงมือปรับปรุงความเป็นส่วนตัวของ <strong>News Feed</strong> ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่าขณะนี้ News Feed กลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้นิยมไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียน <strong>Facebook</strong></p>
<p>เดือนพฤศจิกายน 2007 ซัคเกอร์เบิร์กได้ฤกษ์เปิดตัวระบบโฆษณาออนไลน์ใหม่ในชื่อ <strong>Beacon</strong> เป็นระบบที่เปิดให้นักการตลาดสามารถลงโฆษณาได้ด้วยตัวเองคล้ายระบบของกูเกิล (<strong>Google</strong>) ชนวนระเบิดปะทุขึ้นอีกเมื่อระบบโฆษณา Beacon สามารถเก็บข้อมูลใช้งานเว็บไซต์ของสมาชิก <strong>Facebook</strong> ได้ ความสามารถนี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า <strong>Facebook</strong> กำลังจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อีกครั้ง</p>
<p>ธันวาคม 2007 ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่ากำลังดำเนินการทดสอบระบบโฆษณา <strong>Beacon</strong> อย่างจริงจัง ขออภัยในข้อผิดพลาดต่อผู้ใช้ และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้</p>
<p>Facebook ยังเผชิญปัญหาเดียวกับเว็บไซต์อื่นๆ คือปัญหาการฟ้องร้องว่าเป็นผลงานที่ขโมยความคิดคนอื่นมา โดยนักศึกษาฮาร์เวิร์ด 3 รายนาม <strong>Divya Narendra</strong>, <strong>Cameron Winklevoss</strong> และ <strong>Tyler Winklevoss</strong> ระบุว่าเคยว่าจ้างให้ซัคเกอร์เบิร์กเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ของพวกเขานามว่า ConnectU และกล่าวหาว่าซัคเกอร์เบิร์กขโมยแนวคิด การออกแบบ แผนธุรกิจ รวมถึงซอร์สโค้ดดั้งเดิมไป</p>
<p>คดีนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2004 ผู้ฟ้องระบุว่าร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรม และไม่มีเจตนาให้เว็บ <strong>Facebook</strong> ต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม Facebook ตัดสินใจฟ้องกลับและการพิพากษาคดียังไม่สิ้นสุดในขณะนี้</p>
<p>ด้านสื่อใหญ่อย่างนิวยอร์กไทมส์ เคยแสดงความเห็นว่า ซัคเกอร์เบิร์กอาจได้แนวคิดบริการมาจากเว็บไซต์ <strong>HouseSystem</strong> ของคุณปู่ <strong>Aaron J. Greenspan</strong> บุคคลสำคัญของสหรัฐฯก็เป็นได้</p>
<p><strong>รวยเพราะหุ้น</strong></p>
<p>ซัคเกอร์เบิร์กไม่ได้สร้างฐานะปึกแผ่นจากรายได้โฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักของเว็บ Facebook แต่มาจากการขายหุ้นบริษัทให้ไมโครซอฟท์ซึ่งทุ่มเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ซื้อหุ้น Facebook ในสัดส่วน 1.6% จากซัคเกอร์เบิร์ก ราคานี้ไมโครซอฟท์คำนวณโดยตั้งมูลค่า Facebook ไว้สูงถึง 51,000 ล้านบาท มูลค่าเทียบเท่าบริษัทจำหน่ายสินค้าชื่อดัง GAP และโรงแรมแมริออท</p>
<p>การตัดสินใจขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์ เกิดขึ้นหลังจาก Facebook ปฏิเสธข้อเสนอซื้อมูลค่า 1 พันล้านเหรียญจากยาฮู (Yahoo) ครั้งนั้นทั้งตัวซัคเกอร์เบิร์กและนักลงทุนคนแรกของบริษัทอย่าง Thiel กล่าวตรงกันว่ายังไม่รีบร้อนขาย Facebook ให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่หรือขายหุ้นให้สาธารณชน และราคาเสนอซื้อแค่หนึ่งพันล้านเหรียญนั้นต่ำเกินไป ฐานผู้ใช้และจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้ทั้งสองเชื่อว่ามูลค่าบริษัทสูงกว่าที่ยาฮูเสนอมาแน่นอน สิ่งที่ Facebook จะเลือกจึงเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทำให้บริษัทเติบโตต่อไป</p>
<p>แต่เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ตัดสินใจควักเงิน 246 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8.16 พันล้านบาท) แลกกับการครอบครองหุ้น Facebook เพียง 1.6% ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กอดใจไม่ไหว ยอมเจียดหุ้นในมือยกให้ไมโครซอฟท์แต่โดยดี</p>
<p>เรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะการที่ไมโครซอฟท์ให้ราคา Facebook สูงกว่าผู้เสนอซื้อรายอื่นอย่างน่าสงสัย เพราะหากคำนวณราคาหุ้นที่ไมโครซอฟท์เสนอมา เท่ากับไมโครซอฟท์กำหนดมูลค่ารวมของ Facebook ไว้ถึง 1,500 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 51,000 ล้านบาท ซึ่งเซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เสนอตัวซื้อหุ้น Facebook ด้วยเช่นกัน ระบุว่าเป็นราคาที่เกินจริง เพราะในแต่ละปีเฟซบุ๊คทำรายได้ไม่ถึง 200 ล้านเหรียญด้วยซ้ำ</p>
<p>อย่างไรก็ดี การซื้อขายหุ้นระหว่างไมโครซอฟท์และซัคเกอร์เบิร์กมูลค่า 246 ล้านเหรียญ และการถือหุ้นบริษัทที่ไมโครซอฟท์ตีราคาไว้สูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้นิตยสาร Forbes จัดอันดับความร่ำรวยของซัคเกอร์เบิร์กไว้ที่อันดับ 785 ของโลกไปแล้ว แม้นักวิเคราะห์จะยังสงสัยในสภาพคล่องด้านการเงินของซัคเกอร์เบิร์กอยู่</p>
<p>แม้จะถูกสงสัยเรื่องสภาพการเงิน แต่ซัคเกอร์เบิร์กไม่เคยถูกสงสัยเรื่องฝีไม้ลายมือ ขณะนี้ Facebook กำลังเพิ่มจำนวนวิศวกรและพนักงานบริการลูกค้าเพื่อรองรับตลาดมหาวิทยาลัยในแคนาดาและอังกฤษที่มีอัตราเติบโตเกือบ 30% ต่อเดือน และทำสถิติเป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐฯ</p>
<p>เชื่อแน่ว่า โลกจะจับตาเศรษฐีหนุ่มวัย 23 ปีคนนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2-23-mark-zuckerberg-%e0%b8%88%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เส้นทางเศรษฐีเบอร์ 785 ของโลก &#8220;Mark Zuckerberg&#8221; (1)</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-785-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-785-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Mar 2008 17:28:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>notebook</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[Mark Zuckerberg]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-785-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</guid>
		<description><![CDATA[


ชื่อของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ดูจะน่าสนใจมากขึ้นอีกเมื่อนิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ซัคเกอร์เบิร์กเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับ 785 ของโลก หลายคนอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และเส้นทางรวยล้นฟ้าด้วยวัยเพียง 23 ปีเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้จะมีบทความมากมายเขียนไขข้อข้องใจไปแล้ว แต่ผู้จัดการไซเบอร์ ก็อดไม่ได้ที่จะรวบรวมเรื่องราวของซัคเกอร์เบิร์กมาเสนออีกครั้ง
ปัจจุบัน ซัคเกอร์เบิร์กเป็นทั้งนักธุรกิจและนักเขียนโปรแกรม ดำรงตำแหน่งประธานบริหารเว็บไซต์เฟสบุ้ก Facebook.com ธุรกิจเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์มูลค่าหลายพันล้านเหรียญที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์ดเวิร์ด ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนร่วมห้องอย่าง Andrew McCollum, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes
เชื้อสายยิว-อเมริกัน
ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สาราณุกรมออนไลน์ระบุว่า Mark Elliot Zuckerberg เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ปัจจุบันอายุ 23 ปี เติบโตในย่าน Dobbs Ferry รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครอบครัวเป็นยิว-อเมริกัน เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นเข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลายที่ Phillips Exeter [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<!-- ALL ADSENSE ADS DISABLED -->
<p><img src="http://notebook.bloggoo.com/files/2008/03/551000003110302.JPEG" alt="Facebook" /></p>
<p>ชื่อของ<strong>มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก</strong> (<strong>Mark Zuckerberg</strong>) ดูจะน่าสนใจมากขึ้นอีกเมื่อนิตยสาร <strong>Forbes</strong> จัดอันดับให้ซัคเกอร์เบิร์กเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับ 785 ของโลก หลายคนอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และเส้นทางรวยล้นฟ้าด้วยวัยเพียง 23 ปีเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้จะมีบทความมากมายเขียนไขข้อข้องใจไปแล้ว แต่ผู้จัดการไซเบอร์ ก็อดไม่ได้ที่จะรวบรวมเรื่องราวของซัคเกอร์เบิร์กมาเสนออีกครั้ง</p>
<p>ปัจจุบัน ซัคเกอร์เบิร์กเป็นทั้งนักธุรกิจและนักเขียนโปรแกรม ดำรงตำแหน่งประธานบริหารเว็บไซต์เฟสบุ้ก <strong>Facebook.com</strong> ธุรกิจเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์มูลค่าหลายพันล้านเหรียญที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์ดเวิร์ด ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนร่วมห้องอย่าง <strong>Andrew McCollum</strong>, <strong>Dustin Moskovitz</strong> และ <strong>Chris Hughes</strong></p>
<p><strong>เชื้อสายยิว-อเมริกัน</strong></p>
<p>ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สาราณุกรมออนไลน์ระบุว่า <strong>Mark Elliot Zuckerberg</strong> เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ปัจจุบันอายุ 23 ปี เติบโตในย่าน Dobbs Ferry รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครอบครัวเป็นยิว-อเมริกัน เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นเข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลายที่ Phillips Exeter Academy ในปี 2002</p>
<p>ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไปกลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี 2006</p>
<p>ที่ฮาร์เวิร์ด ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษาฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง 4 ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย</p>
<p><strong>เขียนไม่ถึง 2 สัปดาห์?</strong></p>
<p>ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเองในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 บางแหล่งข่าวระบุว่าซัคเกอร์เบอร์เขียนโปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็นบริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ</p>
<p>แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษาราว 2 ใน 3 แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมาซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน <strong>Dustin Moskovitz</strong> เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยังสถานมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว 4 เดือน สถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว 30 แห่ง</p>
<p>เมื่ออะไรก็ไปได้สวย ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป <strong>Palo Alto</strong> แคลิฟอร์เนียพร้อม <strong>Moskovitz</strong> และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี 2004 ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทันฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ดตั้งแต่นั้น</p>
<p>ห้องเช่าถูกดัดแปลงเป็นสำนักงานชั่วคราว ช่วงฤดูร้อนนี้เองที่ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ <strong>Peter Thiel</strong> ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา 5 แสนเหรียญ สำนักงานเฟสบุ้กแห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto นับจากนั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน เฟสบุ้กมีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Alto จำนวน 4 อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า &#8220;<strong>urban campus</strong>&#8221; หรืออาณาจักรวิทยาลัย</p>
<p>ไม่ใช่เส้นทางของซัคเกอร์เบิร์กจะโรยแต่กลีบกุหลาบ ติดตามวิกฤตของซัคเกอร์เบิร์กในตอนต่อไป</p>
<p><strong>ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia.com</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/10/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-785-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สงสัยมานานแล้วว่า Facebook คืออะไร?</title>
		<link>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/09/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-facebook-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://notebook.bloggoo.com/2008/03/09/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-facebook-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Mar 2008 19:12:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>notebook</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[Bill Gates]]></category>

		<category><![CDATA[Google]]></category>

		<category><![CDATA[Mark Zuckerberg]]></category>

		<category><![CDATA[Social Network]]></category>

		<category><![CDATA[เครือข่ายสังคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://notebook.bloggoo.com/2008/03/09/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-facebook-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad/</guid>
		<description><![CDATA[

ก่อนอื่นใครที่ไม่รู้จัก Facebook เนี่ย ขอแนะนำหน่อยว่า Facebook เป็น Social Network ขนาดใหญ่ ตอนนี้มี สมาชิกประมาณ 50 ล้านรายตั้งมาเมื่อปี 2004 โดย เด็กหนุ่มที่มีชื่อว่า Mark Zuckerberg จาก Harvard ที่ตอนนี้อายุ 